ก่อร่างสร้างชีวิตส่วนตัวที่จีรังยั่งยืน

สิงหาคม 2, 2011

โดย ปีเตอร์ อัมสเตอร์ดัม

เมื่อไม่นานมานี้มีคนเอ่ยกับผมว่า เนื่องจากเขาอุทิศชีวิตส่วนใหญ่เพื่อจดจ่อกับเรื่องทางวิญญาณ โดยทำงานมิชชันนารีเพื่อพระองค์ตลอดหลายปี ตอนนี้เขารู้สึกท้อใจ เพราะเขาล้าหลังมาก ในสถานการณ์ทางวัตถุปัจจุบัน เขามีเงินน้อยมาก มีทรัพย์สินไม่กี่อย่าง ไม่มีวุฒิการศึกษาทั่วไป และขาดหลายสิ่งหลายอย่างที่คนในสังคมส่วนใหญ่มองดูว่ามีค่า เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกเช่นนี้ เมื่อเห็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่มีวิถีชีวิตแตกต่างไป เขาไม่ได้ใช้ชีวิตหลายปีเพื่อรับใช้พระเจ้าและผู้อื่น ทว่าเขามีฐานะมั่นคง มีการเงินเพียงพอ บางทีอาจมีเหลือเฟือ มีทรัพย์สินมากมาย และมีเงินเก็บด้วย ผมมั่นใจว่าพวกเราหลายคนรู้สึกคล้ายคลึงกันในระยะหลังๆนี้ หลายคนประสบกับสถานการณ์ที่ยากลำบากและน่าท้าทาย ทั้งด้านการเงินและเชิงปฏิบัติ นี่ทำให้เกิดความรู้สึกโกรธเคือง และคิดว่าเราเสียเปรียบ

เมื่อผมครุ่นคิดและอธิษฐานถึงเรื่องนี้ ผมได้ข้อสรุปว่านี่เป็นการลงทุนระยะยาว ผู้คนลงทุนในปัจจุบัน โดยหวังว่าการลงทุนจะเพิ่มพูนผล เมื่อวันเวลาผ่านไป ดังนั้นในที่สุด เขาจะมีเพิ่มพูนขึ้นหลายเท่า มากกว่าตอนที่เริ่มต้น เมื่อมองดูเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันในสังคมรอบข้าง ก็ประจักษ์ชัดว่าหลายคนได้ทุ่มเทให้กับการศึกษา ครอบครัว บ้าน รถ วิถีชีวิต หุ้นและพันธบัตร ฯลฯ โดยทั่วไปแล้วเขากำลังรับผลประโยชน์ (แน่นอนว่าเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลายคนที่ลงทุนมาหลายปี หรือทั้งชีวิตด้วยซ้ำ ก็เห็นว่าทุนของเขามีค่าตกลงไปมาก หรือในบางกรณีก็สูญเสียไปหมดเลย)

เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกท้อใจ ถ้าคุณเปรียบเทียบสถานการณ์ของคุณ กับผู้ที่ดูเหมือนก้าวหน้าไปมากกว่าหลายเท่า ในทางวัตถุ นอกจากนี้ก็คาดหมายได้ว่าเขาจะล้ำหน้าไปไกล เนื่องจากเขาได้ทุ่มเทชีวิตให้กับสิ่งเหล่านี้มากกว่า

ตลอดชีวิต คุณได้ทุ่มเทให้กับสิ่งต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องทางวัตถุ คุณได้สะสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ จากการลงทุนกับสิ่งต่างๆทางวิญญาณ[1] แผนการลงทุนของคุณจีรังยั่งยืน หาใช่สิ่งที่คงอยู่ชั่วครู่ชั่วยาม การที่คุณรับใช้พระเจ้า เสียสละทรัพย์สมบัติทางวัตถุในโลกนี้ เพื่อคุณจะได้นำความรอดไปสู่ผู้อื่น โดยมอบความรักและความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น ปลีกเวลาเพื่อสื่อสัมพันธ์ที่คุณมีกับพระองค์ และอะไรอีกมากมาย นี่คือการลงทุนที่มั่นคงยั่งยืน ในอนาคตระยะยาว ซึ่งยาวนานมาก คือเป็นอนาคตที่จีรังยั่งยืน

เราทุกคนต่างก็ทราบถึงคำกล่าวที่ว่า เมื่อตายไป “คุณก็เอาติดตัวไปด้วยไม่ได้” นั่นจริงทีเดียว เมื่อพูดถึงสิ่งของทางวัตถุ ชีวิตที่เป็นรูปธรรมถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง พร้อมกับทุกสิ่งที่เป็นรูปธรรม “ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็คือจิตวิญญาณ”[2] วัตถุสิ่งของในชีวิตนี้ ซึ่งมีค่ามากในปัจจุบัน จะไร้ค่าในชีวิตภายภาคหน้า

เหมือนเรื่องตลกที่เพื่อนเล่าให้ผมฟังว่า ชายผู้มั่งคั่งคนหนึ่งกำลังสิ้นใจ ทูตสวรรค์มาปรากฏ เขาถามทูตสวรรค์ว่าจะเอาความมั่งคั่งบางส่วนไปสวรรค์ด้วยได้ไหม ทูตสวรรค์ตอบว่าปกติแล้วทำไม่ได้ แต่จะลองถามดู เมื่อทูตสวรรค์กลับมาบอกชายผู้นี้ว่า เขาได้รับอนุญาตให้เอาความมั่งคั่งใส่กระเป๋าเดินทางไปได้หนึ่งใบ เมื่อชายคนนี้สิ้นใจ เขามาถึงประตูสวรรค์พร้อมกับกระเป๋าเดินทาง มีทูตสวรรค์มาต้อนรับ ทูตสวรรค์อยากรู้มากว่าชายคนนี้เอาอะไรมาด้วย ทูตสวรรค์จึงขอดูข้างในกระเป๋า ชายผู้นั้นตอบว่า “ได้สิ” แล้วก็เปิดกระเป๋าให้ดู ในนั้นเต็มไปด้วยทองคำแท่ง ทูตสวรรค์มองดูชายผู้นั้นแล้วกล่าวว่า “คุณเอาบาทวิถีมาด้วยหรือ” (หมายเหตุ: ทางเดินในสวรรค์ทำด้วยทองคำ)

คุณไม่ได้สะสมทรัพย์สมบัติให้ตัวเองบนโลก คุณได้ทุ่มเทให้กับเรื่องทางวิญญาณ คุณจึงมั่งคั่งในสายตาของพระเจ้า

แล้วเราจะว่าแก่จิตใจของเราว่า “จิตใจเอ๋ย เจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี จงสุขสบาย กินดื่ม และรื่นเริงเถิด” แต่พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า “เจ้าคนโง่ ในคืนวันนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องเรียกเอาไปจากเจ้า แล้วของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเล่า” คนที่ส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัว และมิได้มั่งมีจำเพาะพระเจ้า ก็เป็นเช่นนั้นแหละ”[3]

เราทราบว่าเราไม่อาจนำความมั่งคั่งทางวัตถุไปสู่ชีวิตภายภาคหน้า แต่เราส่งทรัพย์สมบัติไปล่วงหน้าได้ ถ้าจะว่ากันไปแล้ว เรานำความมั่งคั่งทางวิญญาณไปด้วย ชีวิตที่ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับพระคำของพระเจ้า ก่อให้เกิดความแตกต่างในชีวิตภายหน้า มีบางสิ่งที่เรานำติดตัวไปได้ ซึ่งมีค่ามหาศาลในโลกหน้า

เป็นสิ่งสำคัญที่จะระลึกถึงข้อนี้ไว้ ถ้าคุณพบว่าตัวเองเปรียบเทียบกับคนที่ปัจจุบันดูเหมือนร่ำรวยทางวัตถุ มากกว่าคุณหลายเท่า เป็นการมีสติปัญญาที่จะระลึกไว้ว่าคุณลงทุนไว้มากในสวรรค์ คุณมีความมั่งคั่งอยู่ที่นั่น คุณมั่งคั่งเพราะคุณสะสมทรัพย์สมบัติไว้ จากวิถีชีวิตที่คุณดำเนินอยู่ และจะดำเนินต่อไป ไม่ว่าสภาพการณ์ในปัจจุบันหรืออนาคตจะเป็นอย่างไร ตราบใดที่คุณลงทุนกับทรัพย์สมบัติในสวรรค์[4]

สิ่งที่เราทำในชีวิตบนโลกนี้ ผลจากสื่อสัมพันธ์ที่เรามีกับพระองค์ การเป็นสาวก การที่เราทำตามพระคำของพระเจ้า การที่เรารับใช้พระองค์และผู้อื่น การกระทำที่เปี่ยมด้วยความรัก ล้วนเป็นการลงทุนชั่วนิรันดร์ และก่อให้เกิดความแตกต่างในชีวิตภายภาคหน้า ส่วนผู้ที่ไม่ได้ลงทุนเช่นนั้น ก็ส่งผลบางอย่างเช่นกัน ชีวิตที่ดำเนินอยู่ การตัดสินใจ คุณความดีที่ทำ ความรักที่มอบให้ ล้วนเป็นองค์ประกอบสำหรับอนาคตที่จีรังยั่งยืน

ข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงจากสวรรค์ ว่า “เขียนไว้เถิดว่า ตั้งแต่นี้สืบไป คนทั้งหลายที่ตายในองค์พระผู้เป็นเจ้า จะเป็นสุข” และพระวิญญาณตรัสว่า “จริงอย่างนั้น เพื่อเขาจะได้หยุดพักจากความเหนื่อยยาก และการงานที่เขาได้กระทำนั้น จะติดตามเขาไป”[5]

ในฐานะคริสเตียน เราแต่ละคนได้รับความรอด และมีชีวิตนิรันดร์ เราจะต้องชี้แจงชีวิตของเรา ไม่ว่าเราติดตามพระเจ้าและพระคำของพระองค์หรือไม่ อย่างไร เราจะได้รับบำเหน็จรางวัล จากสิ่งที่เราทำหรือไม่ได้ทำ ในชีวิตบนโลกนี้

ดูเถิด เราจะมาโดยเร็ว และจะนำบำเหน็จของเรามาด้วย เพื่อตอบแทนการกระทำของทุกคน[6]

เพราะว่าจำเป็นที่ทุกคน จะต้องปรากฏตัวที่หน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ เพื่อทุกคนจะได้รับ สมกับการที่ได้ประพฤติในร่างกายนี้ แล้วแต่จะดีหรือชั่ว[7]

ดังนั้นไม่ว่าสภาพการณ์ปัจจุบันจะเป็นอย่างไร ก็สำคัญที่เราจะไม่ละสายตาไปจากการฝากสมบัติไว้ในสวรรค์ เป็นการดิ้นรนต่อสู้ที่จะมีใจจดจ่อเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราล้าหลังในบางแง่ เพราะรู้สึกว่าเราต้องจดจ่อกับเรื่องทางวัตถุและทางปฏิบัติสักระยะหนึ่ง มากกว่าที่เคยเป็นมา เพื่อให้มีความสมดุล อย่างไรก็ตาม เป็นการดีที่จะระลึกไว้ว่าเมื่อคุณลงทุนให้กับเรื่องทางวิญญาณ คุณก็ลงทุนกับอนาคตในระยะยาว เช่นเดียวกับที่คนเราลงทุนทางวัตถุ ยิ่งคุณสะสมสมบัติไว้ในสวรรค์มากเท่าไร จากวิถีชีวิตที่ดำเนินอยู่ คุณก็จะได้รับบำเหน็จรางวัลยิ่งใหญ่ขึ้น

พระคัมภีร์สอนไว้ว่ามีบำเหน็จรางวัลระดับต่างๆกัน สำหรับผู้ที่มีความรอด มีผู้ที่ยิ่งใหญ่ในสวรรค์ และได้รับบำเหน็จรางวัลใหญ่หลวง มีผู้ที่กล่าวถึงไว้ว่า “ผู้น้อย” ในสวรรค์ มีข้อที่เอ่ยถึงบำเหน็จรางวัลยิ่งใหญ่สำหรับผู้ที่ถูกข่มเหงรังแก ผู้ที่รักศัตรู ผู้ที่ทำคุณความดี มีข้อที่เอ่ยถึงบำเหน็จรางวัลของผู้พยากรณ์ และผู้ที่ชอบธรรม ข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวบ่งบอกว่ามีบำเหน็จรางวัลแตกต่างกัน บ้างก็ใหญ่ บ้างก็เล็ก

เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหงและนินทาว่าร้ายท่าน เป็นความเท็จ เพราะเรา ท่านก็เป็นสุข จงชื่นชมยินดีอย่างเหลือล้น เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะเขาได้ข่มเหงศาสดาพยากรณ์ก่อนหน้าท่านเหมือนกัน[8]

จงรักศัตรู และทำการดีต่อเขา จงให้เขายืมโดยไม่หวังที่จะได้คืนอีก บำเหน็จของท่านจึงจะบริบูรณ์[9]

ผู้ที่รับศาสดาพยากรณ์เพราะนามแห่งศาสดาพยากรณ์นั้น ก็จะได้บำเหน็จอย่างที่ศาสดาพยากรณ์พึงได้รับ และผู้ที่รับผู้ชอบธรรมเพราะนามแห่งผู้ชอบธรรมนั้น ก็จะได้บำเหน็จอย่างที่ผู้ชอบธรรมพึงได้รับ[10]

ผู้ใดฝ่าฝืนข้อเล็กน้อยสักข้อหนึ่งในพระบัญญัตินี้ ทั้งสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย ผู้นั้นจะได้ชื่อว่า เป็นผู้น้อยที่สุดในอาณาจักรสวรรค์ แต่ผู้ใดที่ประพฤติและสอนตามพระบัญญัติ ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นใหญ่ในอาณาจักรสวรรค์[11]

คำอุปมาอุปไมยของพระเยซูเรื่องเงินมินา[12] (ปอนด์) ในลูกา บทที่ 19[13] ชี้ให้เห็นว่ามีข้อแตกต่างในบำเหน็จรางวัล โดยมีพื้นฐานจากสิ่งที่เราทำหรือไม่ได้ทำ ผมขอหยิบยกมากล่าวย่อๆ

มีเจ้านายผู้หนึ่งไปเมืองไกล เพื่อจะรับอำนาจครองอาณาจักร แล้วจะกลับมา ท่านจึงเรียกผู้รับใช้สิบคนมา มอบเงินไว้แก่เขาสิบมินา สั่งเขาว่า จงเอาไปค้าขาย จนเราจะกลับมา ต่อมาเมื่อท่านได้รับอำนาจครองอาณาจักรกลับมาแล้ว ท่านจึงสั่งให้เรียกผู้รับใช้ที่ท่านได้ให้เงินไว้นั้น เพื่อจะได้รู้ว่าทุกคนค้าขายได้กำไรกี่มากน้อย

ฝ่ายคนแรกมาบอกว่า ท่านเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของท่านได้กำไรสิบมินา ท่านจึงพูดกับเขาว่า ดีแล้ว เจ้าเป็นผู้รับใช้ที่ดี เพราะเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เจ้าจงมีอำนาจครอบสิบเมืองเถิด คนที่สองมาบอกว่า ท่านเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของท่านได้กำไรห้ามินา ท่านจึงพูดกับเขาเหมือนกันว่า เจ้าจงครอบครองห้าเมืองเถิด

อีกคนหนึ่งมาบอกว่า ท่านเจ้าข้า ดูเถิด นี่เงินมินาหนึ่งของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าได้เอาผ้าห่อเก็บไว้  เพราะข้าพเจ้ากลัวท่าน ด้วยว่าท่านเป็นคนมัธยัสถ์ ท่านเก็บผลซึ่งท่านมิได้ลงแรง และเกี่ยวที่ท่านมิได้หว่าน ท่านจึงตอบเขาว่า เจ้าผู้รับใช้ชั่ว เราจะปรับโทษเจ้าโดยคำของเจ้าเอง เจ้าก็รู้ว่าเราเป็นคนมัธยัสถ์ เก็บผลซึ่งเรามิได้ลงแรง และเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน ก็เหตุไฉนเจ้ามิได้ฝากเงินของเราไว้ที่ธนาคารเล่า เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเรากับดอกเบี้ยด้วย

แล้วท่านสั่งคนที่อยู่ที่นั่นว่า จงเอาเงินมินาหนึ่งนั้นไปจากเขา ให้แก่คนที่มีสิบมินา เราบอกเจ้าว่า ทุกคนที่มีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้เขาอีก แต่ผู้ที่ไม่มี แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่นั้น จะต้องเอาไปจากเขา[14]

ต่อไปนี้เป็นข้อที่บ่งบอกถึงความสำคัญ ในการที่เราจะก่อร่างสร้างชีวิตบนพื้นฐานมั่นคง คือพระเยซู และนี่จะส่งผลต่อบำเหน็จรางวัลในอนาคตของเราอย่างไร

บนรากนั้น ถ้าผู้ใดจะก่อขึ้นด้วยทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้ง หรือฟาง การงานของแต่ละคนก็จะได้ปรากฏให้เห็น เพราะเวลาวันนั้นจะให้เห็นได้ชัดเจน เพราะว่าจะเห็นชัดได้ด้วยไฟ ไฟนั้นจะพิสูจน์ให้เห็นการงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร ถ้าการงานของผู้ใดที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้ ผู้นั้นก็จะได้ค่าตอบแทน ถ้าการงานของผู้ใดถูกเผาไหม้ไป ผู้นั้นก็จะขาดค่าตอบแทน แต่ตัวเขาเองจะรอด แต่เหมือนดังรอดจากไฟ[15]

ถึงแม้ว่าเราไม่ได้ “นำติดตัวไปด้วย” ในรูปวัตถุสิ่งของ เราก็นำผลจากชีวิตทางวิญญาณของเราไปด้วย ผลดังกล่าวมาจากการนำพระคำของพระเจ้ามาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยรับการนำพาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ จากการดำเนินชีวิตในความรัก เช่นพระเยซู ผลจากการดำเนินชีวิตทางวิญญาณกับพระองค์ การที่เราเชื่อฟัง โดยทำตามที่พระองค์ชี้ให้เห็น เป็นพยาน มีความรักต่อผู้อื่น การดำเนินไปในพระวิญญาณ ดำเนินชีวิตตามค่านิยมของคริสเตียน ล้วนแต่มีผลต่ออนาคตที่จีรังยั่งยืน

ในฐานะคริสเตียน เราได้รับของกำนัล คือชีวิตนิรันดร์ ผ่านพระเยซู ของกำนัลจากพระเจ้า คือความรอด เป็นหลักประกันว่าเราจะมีชีวิตนิรันดร์ เราคือตัวตนที่จีรังยั่งยืน ดังที่เราได้เห็นแล้วว่า สิ่งที่เราทำในชีวิตบนโลกนี้ ส่งผลโดยตรงต่อบำเหน็จรางวัลที่เราจะได้รับในชีวิตนิรันดร์ ดังนั้นเราดำเนินชีวิตด้วยศรัทธาอย่างไรในวันนี้ ก็สำคัญมาก เพราะมีผลกระทบระยะยาว ไม่เพียงในชีวิตนี้ ทว่าในชีวิตนิรันดร์ด้วย

เมื่อคำนึงถึงความจริงข้อนี้ ก็ช่วยเราให้แยกแยะว่าอะไรสำคัญในชีวิต มีส่วนช่วยได้ เมื่อเราแยกแยะว่าอะไรคือค่านิยมหลักที่เป็นค่านิยมส่วนตัว กำหนดหลักจรรยา และยึดถือตามหลักนั้น นี่ควรเป็นแนวทางในการตัดสินใจ ซึ่งควรจะคำนึงถึง เมื่อเลือกที่จะกระทำหรือไม่กระทำอะไร ในลักษณะใดๆ พระองค์ชี้นำต่างคน ต่างๆกัน ความประสงค์ของพระองค์สำหรับชีวิตใครคนหนึ่ง เป็นไปได้ว่าแตกต่างจากความประสงค์ของพระองค์สำหรับอีกคนหนึ่ง ทว่าในทุกกรณี เราดำเนินชีวิตอย่างไร โดยเชื่อมโยงกับพระคำของพระเจ้าและความประสงค์ของพระองค์สำหรับเรา สื่อสัมพันธ์ที่เรามีกับพระองค์ และกับผู้อื่น การที่เราประพฤติปฏิบัติตัว คุณความดีที่เราทำ ความรักที่เรามอบให้ ชีวิตที่เราดำเนิน ล้วนมีผลต่อชีวิตอมตะส่วนตัวของเรา

จากการติดตามพระเจ้า ไม่ว่าสภาพการณ์ของคุณจะเป็นเช่นไร การให้ผลจากพระวิญญาณครอบครองชีวิตคุณ ผ่านการดำเนินชีวิตด้วยความรัก ความยินดี สันติสุข ความอดกลั้น ศรัทธา คุณความดี และความพอประมาณ จากการรักพระเจ้าและรักผู้อื่น การถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัวคุณเอง การรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง การแนบสนิทในพระองค์ และให้พระองค์แนบสนิทในเรา การนำคำสอนของพระเยซูมาปรับใช้ ในสถานการณ์ชีวิตประจำวัน คุณก็ได้ทุ่มเทให้กับชีวิตอมตะส่วนตัวของคุณ คุณ “เอาติดตัวไป” ได้ ผ่านผลจากความศรัทธาของคุณ ที่นำมาใช้ตลอดชีวิต


[1] อย่าสะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลก ที่ตัวมอดและสนิมอาจทำลายเสียได้ และที่ขโมยอาจขุดช่องลักเอาไปได้ แต่จงสะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในสวรรค์ ที่ตัวมอดและสนิมทำลายเสียไม่ได้ และที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้ เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็จะอยู่ที่นั่นด้วย (มัทธิว 6:19-21)

[2] ยอห์น 3:6

[3] ลูกา 12:19-21

[4] จงสะสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในสวรรค์ ที่ตัวมอดและสนิมทำลายเสียไม่ได้ และที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้ (มัทธิว 6:20)

[5] วิวรณ์ 14:13

[6] วิวรณ์ 22:12

[7] 2 โครินธ์ 5:10

[8] มัทธิว 5:11-12

[9] ลูกา 6:35

[10] มัทธิว 10:41

[11] มัทธิว 5:19

[12] เงินหนึ่งมินา เทียบเท่ากับ 100 ดราคเม ซึ่งเท่ากับค่าจ้างสามเดือนของคนงานทั่วไปสมัยนั้น

[13] ลูกา 19:11-26: พระองค์ได้ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟังต่อไป เพราะพระองค์เสด็จมาใกล้กรุงเยรูซาเล็มแล้ว เพราะเขาคิดว่าอาณาจักรของพระเจ้าจะปรากฏโดยพลัน 12เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า “มีเจ้านายผู้หนึ่งไปเมืองไกล เพื่อจะรับอำนาจครองอาณาจักร แล้วจะกลับมา  13ท่านจึงเรียกผู้รับใช้สิบคนมา มอบเงินไว้แก่เขาสิบมินา สั่งเขาว่า “จงเอาไปค้าขาย จนเราจะกลับมา”  14แต่ชาวเมืองชังท่านผู้นั้น จึงใช้ตัวแทนตามไป ทูลท่านว่า “เราไม่ต้องการให้ผู้นี้ครอบครองเรา”  15 ต่อมาเมื่อท่านได้รับอำนาจครองอาณาจักรกลับมาแล้ว ท่านจึงสั่งให้เรียกผู้รับใช้ที่ท่านได้ให้เงินไว้นั้น เพื่อจะได้รู้ว่าทุกคนค้าขายได้กำไรกี่มากน้อย  16 ฝ่ายคนแรกมาบอกว่า “ท่านเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของท่านได้กำไรสิบมินา”  17 ท่านจึงพูดกับเขาว่า “ดีแล้ว เจ้าเป็นผู้รับใช้ที่ดี เพราะเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เจ้าจงมีอำนาจครอบสิบเมืองเถิด”  18 คนที่สองมาบอกว่า “ท่านเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของท่านได้กำไรห้ามินา”  19 ท่านจึงพูดกับเขาเหมือนกันว่า “เจ้าจงครอบครองห้าเมืองเถิด”  20 อีกคนหนึ่งมาบอกว่า “ท่านเจ้าข้า ดูเถิด นี่เงินมินาหนึ่งของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าได้เอาผ้าห่อเก็บไว้   21 เพราะข้าพเจ้ากลัวท่าน ด้วยว่าท่านเป็นคนมัธยัสถ์ ท่านเก็บผลซึ่งท่านมิได้ลงแรง และเกี่ยวที่ท่านมิได้หว่าน”  22 ท่านจึงตอบเขาว่า “เจ้าผู้รับใช้ชั่ว เราจะปรับโทษเจ้าโดยคำของเจ้าเอง เจ้าก็รู้หรือว่าเราเป็นคนมัธยัสถ์ เก็บผลซึ่งเรามิได้ลงแรง และเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน  23 ก็เหตุไฉนเจ้ามิได้ฝากเงินของเราไว้ที่ธนาคารเล่า เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเรากับดอกเบี้ยด้วย”  24 แล้วท่านสั่งคนที่อยู่ที่นั่นว่า “จงเอาเงินมินาหนึ่งนั้นไปจากเขา ให้แก่คนที่มีสิบมินา”  25 (คนเหล่านั้นบอกท่านว่า “ท่านเจ้าข้า เขามีสิบมินาแล้ว”)  26 “เราบอกเจ้าว่า ทุกคนที่มีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้เขาอีก แต่ผู้ที่ไม่มีแม้ว่าซึ่งเขามีอยู่นั้น จะต้องเอาไปจากเขา”

[14] ลูกา 19:12, 13, 15-26

[15] 1 โครินธ์ 3:12-15