ค่านิยมหลักของ TFI: พลังความเป็นหนึ่งเดียว

ตุลาคม 22, 2013

โดย ปีเตอร์ อัมสเตอร์ดัม

พี่น้อง คิดดูว่าท่านเคยเป็นเช่นไรเมื่อทรงเรียกท่าน ในพวกท่านมีไม่กี่คนที่ฉลาด ตามมาตรฐานของมนุษย์ ไม่กี่คนที่มีอิทธิพล ไม่กี่คนที่มีชาติกำเนิดสูงส่ง แต่พระเจ้าเลือกสิ่งที่โลกเห็นว่าโง่เขลาเพื่อให้คนฉลาดอับอาย เลือกสิ่งที่โลกเห็นว่าอ่อนแอเพื่อให้คนแข็งแรงอับอาย เลือกสิ่งที่ต่ำต้อยของโลก สิ่งที่เขาดูหมิ่น และสิ่งที่ไม่สำคัญเพื่อลบล้างสิ่งที่ถือว่าสำคัญ เพื่อจะได้ไม่มีใครโอ้อวดต่อหน้าพระองค์[1]

ไม่มีสิ่งใดขัดขวางไม่ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าช่วย ไม่ว่าจะมีคนมากหรือน้อย[2]

ถ้าพระเจ้าอยู่ฝ่ายเรา ใครเล่าจะต่อสู้เราได้[3]

ท่านไม่ได้เลือกเรา แต่เราได้เลือกท่าน และแต่งตั้งให้ท่านไปเกิดผล เป็นผลซึ่งจะคงทนถาวร สิ่งใดที่ท่านขอในนามของเรา พระบิดาจะมอบให้แก่ท่าน[4]

ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้มอบกำลังให้แก่ข้าพเจ้า[5]

ค่านิยมหลักที่ห้าของเดอะแฟมิลี่นานาชาติ คือ

พลังความเป็นหนึ่งเดียวกัน เราเห็นคุณค่ารายบุคคล รวมทั้งความสามารถพิเศษ ทักษะ และพละกำลังของเขา เราเชื่อว่าทุกคนมีส่วนช่วยเปลี่ยนโลกนี้ได้ ด้วยการเปลี่ยนจิตใจทีละดวง

พระเยซูกล่าวกับผู้ติดตามแต่ละคนของพระองค์ว่า “ท่านไม่ได้เลือกเรา แต่เราได้เลือกท่าน และแต่งตั้งให้ท่านไปเกิดผล” ผมพบว่านี่เป็นข้อพระคำที่แสนวิเศษ นี่คือการที่พระเจ้าออกเสียงว่าไว้วางใจเราแต่ละคนเป็นส่วนตัว นี่ควรจะกระตุ้นศรัทธาของเรา และมอบความอุ่นใจว่าเราทำสิ่งที่พระเจ้าขอให้เราทำได้ เพราะพระองค์เลือกเราเป็นส่วนตัวให้ทำหน้าที่การงาน คุณไม่ใช่คนที่พระเจ้าเลือกสุ่มมา ไม่ใช่เพราะพระองค์หาใครอื่นไม่ได้ พระองค์จึงลงเอยด้วยคุณ ในทางกลับกันพระองค์เลือกคุณ ไม่เพียงแต่เท่านั้น พระองค์แต่งตั้งคุณ เพื่อให้ทำอะไรหรือ เพื่อให้ก่อเกิดผลที่คงทนยั่งยืน!

ดังนั้นเราทราบว่าเราได้รับการเลือกสรรและแต่งตั้งจากเบื้องบน เรายังทราบด้วยว่า ในฐานะรายบุคคล พระเจ้าทราบทุกสิ่งเกี่ยวกับเรา พระองค์ทราบถึงสภาพของเรา พระองค์ทราบว่าเราทำอะไรได้บ้าง พระองค์ทราบถึงพรสวรรค์ ความสามารถพิเศษ จุดอ่อน และจุดแข็งของเรา ไม่ว่าเราจะคิดยังไงเกี่ยวกับตัวเอง หรือขาดตกบกพร่องอย่างไร พระองค์เลือกเราให้ร่วมทีมกับพระองค์! พระองค์มั่นใจว่า ด้วยพละกำลังของพระองค์ เรามีคุณสมบัติที่จะทำตามบทบาทที่พระองค์ต้องการให้เราเล่น

เมื่อเรามองดูตัวเอง ผ่านมุมมองของพระเจ้า เราก็มีมุมมองเหมือนพระเจ้าเกี่ยวกับตัวเราเอง ในฐานะลูกๆ ของพระเจ้า เรามีค่า ในฐานะคริสเตียน เราเป็นตัวแทนของพระองค์ เป็นผู้ถือความจริงและข่าวสารของพระองค์ นี่ทำให้เรามีความสำคัญมากทีเดียว! ดังนั้นอย่าดูหมิ่นดูแคลนตัวเอง หรือเป่าหูให้ตัวเองหมดศรัทธาที่จะทำตามที่พระองค์ขอ คุณถูกสร้างขึ้นมาตามรูปลักษณ์ของพระเจ้า คุณมีความรอด พระเจ้ารักคุณเหลือเกิน จึงให้พระบุตรของพระองค์ยอมตายเพื่อคุณ ดังนั้นคุณต้องมีความสำคัญมาก พระเจ้ารักคุณอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ คุณมีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ในใจคุณ นั่นน่าเกรงขามยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าคุณมีค่าต่อพระเจ้า ดังนั้นคุณควรจะเห็นคุณค่าตัวเองเช่นกัน และตระหนักว่าพระเจ้าใช้คุณได้

เคล็ดลับของเรื่องทั้งหมดที่กล่าวมานี้ คือ พลังของพระเจ้า คุณค่าที่แท้จริงใน “พลังความเป็นหนึ่งเดียว” คือ พลังของท่านผู้สร้างสรรค์เราขึ้นมา และไถ่เราไว้แล้ว ตอนนี้ขอให้เราถวายสง่าราศีแด่พระองค์ด้วยชีวิตของเรา ผมชื่นชอบพระคำข้อนี้จากพระกิตติคุณบทลูกา “พระเยซูมองดูเขาและกล่าวว่า ‘สำหรับมนุษย์ก็เป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับพระเจ้าทุกสิ่งเป็นไปได้’”[6] นี่คือพลังที่แท้จริง คือพลังที่เรามีอยู่ ใน “พลังความเป็นหนึ่งเดียว” “พลังความเป็นหนึ่งเดียว” สุดแล้วแต่ท่านผู้ที่เรารับใช้ คือ พระเยซู

นอกจากนี้ เราควรบ่งบอกความขอบคุณและความนับถือ ต่อพรสวรรค์และความสามารถพิเศษของผู้อื่น พระเจ้าใช้ทุกคนได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม คนอื่นอาจมีความสามารถพิเศษและพรสวรรค์ที่คุณไม่มี ทว่าจำเป็นต้องพรสวรรค์ทุกอย่างในร่างของพระคริสต์ คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมให้พัฒนา และใช้พรสวรรค์ที่พิเศษไม่เหมือนใคร เมื่อคุณส่งเสริมเพื่อนร่วมงานให้ใช้ความสามารถพิเศษที่พระเจ้ามอบให้เขา คุณก็มอบพลังให้เขาทำเพื่อพระเจ้ามากขึ้น

พระเจ้าสร้างเราแต่ละคนให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่มีใครอื่นในโลกที่เหมือนคุณ รวมทั้งมีประสบการณ์ ความรู้ ความสนใจ หรือคุณสมบัติที่เหมือนคุณเลยทีเดียว พระองค์สร้างคุณให้เป็นคุณ พระเจ้ามุ่งหมายให้คุณค้นพบความสามารถพิเศษ และพรสวรรค์ที่พระองค์มอบให้คุณ ฝึกฝน นำมาใช้เพื่อผลประโยชน์และความสุขส่วนตัวของคุณ รวมทั้งเพื่อมอบผลประโยชน์และความสุขให้แก่ผู้อื่น

เราแต่ละคน ในฐานะคริสเตียน ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าให้ก่อเกิดผลที่ยั่งยืน นั่นหมายความว่าเราแต่ละคนมีสิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปัน พรสวรรค์และความสามารถพิเศษตามธรรมชาติของเรา วิถีทางที่พระเจ้าสร้างเราขึ้นมา พระองค์นำมาใช้เพื่อก่อเกิดผลได้ อันดับแรกในเส้นทางชีวิตของคุณเอง และอันดับที่สองเพื่อก่อเกิดผลในการให้ผู้อื่นเชื่อมโยงกับพระองค์

เมื่อชีวิตจิตใจบุคคลหนึ่งเปลี่ยนไป เพราะได้รู้จักและรับพระเยซูไว้ เขาก็จะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ติดตามพระเยซู เพื่อแบ่งปันข่าวดีเรื่องความรอดกับผู้อื่น มีเหตุผลที่จะตาม คือ ที่พระเจ้าต้องการใช้ความสามารถพิเศษ ทักษะ จุดแข็งของเราที่พิเศษมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อภารกิจในการเปลี่ยนโลก ไม่มากก็น้อย

เราแต่ละคนมีส่วนช่วยทำการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในโลกของเรา ผ่านการดำเนินชีวิต ด้วยการเป็นภาพสะท้อนถึงพระเยซู โดยให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ฉายแสงผ่านเรา และแบ่งปันพระกิตติคุณกับผู้อื่น เราได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เปลี่ยนโลก ... โดยเป็นผู้เปลี่ยนจิตใจ เราแต่ละคนมีพลังที่จะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตผู้คน ทว่าการที่จะทำเช่นนั้นได้ เราต้องตั้งใจใช้พรสวรรค์และความสามารถพิเศษ แม้แต่บุคลิกลักษณะ ทั้งเวลาและความพยายาม เพื่อสง่าราศีของพระเจ้า

พระเจ้าต้องการใช้คุณและพรสวรรค์ของคุณ เพื่อบ่งบอกถึงความรักที่พระองค์มีต่อมนุษย์ในทางที่พิเศษไม่เหมือนใคร

การรู้ว่าพระเจ้าต้องการใช้พรสวรรค์และความสามารถรายบุคคลของเรา เพื่อสง่าราศีของพระองค์ เราก็ควรจะค้นหาว่าพรสวรรค์ ความสามารถพิเศษ และคุณสมบัติของเราคืออะไร พระเจ้ามอบความสามารถพิเศษให้เราเป็นวัตถุดิบ และพระองค์คาดหมายให้เราลงทุนในตัวเอง โดยพยายามฝึกฝนพรสวรรค์และทักษะของเรา

เมื่อคุณถวายตัวแด่พระเจ้า พระองค์สร้างให้คุณเป็นคนใหม่[7] แต่พระองค์ยังคงต้องการให้คุณเป็นคุณ ตามที่พระองค์จินตนาการไว้ ตอนที่สร้างสรรค์คุณขึ้นมา พระองค์ไม่ได้ละทิ้งหรือเปลี่ยนความสามารถพิเศษที่เป็นวัตถุดิบ ซึ่งพระองค์มอบไว้ให้คุณ เมื่อพระองค์สร้างสรรค์คุณขึ้นมา เมื่อคุณนำความสามารถพิเศษมาใช้ให้เป็นประโยชน์ พระองค์ช่วยคุณให้เบ่งบาน ดังที่ ซี เอส ลูวิส กล่าวว่า “ยิ่งเราให้พระเจ้าครอบครองมากเท่าไร เราก็ยิ่งเป็นตัวเองอย่างแท้จริงมากขึ้นเท่านั้น เพราะพระองค์สร้างเราขึ้นมา”

คุณมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้นคุณจึงมีพรสวรรค์บางส่วนของพระวิญญาณเช่นกัน ซึ่งพระเจ้านำมาใช้ได้ เมื่อคุณช่วยเหลือผู้อื่น พระคัมภีร์ใหม่แจกแจงพรสวรรค์ทางวิญญาณไว้ ได้แก่ สติปัญญา ความรู้ ศรัทธา การรักษา การทำมหัศจรรย์ คำพยากรณ์ การสังเกตวิญญาณ การพูดภาษาแปลกๆ การแปลภาษาแปลกๆ การสอน การช่วยเหลือ และแนวทาง[8] นี่คือพรสวรรค์จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งมอบให้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของเรา และเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ภายในหมู่ผู้มีความเชื่อ ซึ่งเป็นดุจร่างของพระคริสต์

ความสามารถพิเศษ ทักษะ และความชำนาญตามธรรมชาติ ประกอบกับพรสวรรค์จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะเปิดโอกาสให้ความสามารถบวกกับพระวิญญาณของพระเจ้า ส่งผลแสนวิเศษ และส่องแสงงดงาม

ไม่มีใครอ่อนวัยเกินไป แก่เกินไป ยากจนเกินไป ไม่มีความรู้เพียงพอ หรืออะไรก็ตาม เพื่อที่จะก่อให้เกิดความแตกต่างเชิงสร้างสรรค์ ในงานรับใช้พระเจ้า เรื่องเล่าต่อไปนี้ที่จัดพิมพ์ใน The Dawn บ่งบอกถึงประเด็นดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

ครั้งหนึ่งเซอร์ไมเคิล คอสต้า ฝึกซ้อมกับวงออเคสตร้าวงใหญ่ พร้อมด้วยหลายร้อยเสียง ท่ามกลางเสียงกระหึ่มของออร์แกน เสียงกลองรัว คนเล่นปิกโคโลนึกในใจว่า “ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครมแบบนี้ เครื่องดนตรีเล็กๆ ของฉัน คงไม่มีความหมายอะไร” แล้วเขาก็หยุดเล่น ทันใดนั้นวาทยากรชูมือขึ้น ทุกอย่างหยุดนิ่ง “ปิกโคโลอยู่ที่ไหน” เขาร้องถาม พระเจ้าฟัง[ส่วน]ของเรา[แต่ละคน]ในวงออเคสตร้าของพระองค์

ต่อไปนี้เป็นข้อความที่หยิบยกมาจาก Sunday School Times ซึ่งจะเป็นกำลังใจแก่เราทุกคน

มีคุณสมบัติบางอย่างที่เราต้องมี ถ้าจะให้พระเจ้าใช้เรา คุณสมบัติเหล่านี้ไม่รวมถึงความรู้สูง ความเป็นอัจฉริยะ ความร่ำรวย ความสามารถด้านบริหาร และคุณสมบัติอื่นที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งพวกเราส่วนมากคงจะไม่มี ท่านเปาโลบอกเราไว้ด้วยแรงบันดาลใจ ซึ่ง ดี แอล มูดี้ อ้างถึงว่า “ท่านเปาโลสรุปห้าสิ่งที่พระเจ้าใช้ ได้แก่ ‘สิ่งที่อ่อนแอ’ ‘สิ่งที่ต่ำต้อย’ ‘สิ่งที่ถูกดูแคลน’ และ ‘สิ่งที่ไม่มีค่า’ เมื่อเราพร้อมที่จะสละจุดแข็งและจุดอ่อนของเราต่อหน้าพระองค์ พระองค์ก็ใช้เราได้”

พระเจ้าสร้างคนทุกประเภท ไม่ใช่คน “ประเภท” เดียวที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเข้าถึงผู้อื่นเพื่อพระเยซู หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงในโลก ตามที่พระเจ้ามอบหมาย ไม่ว่าคุณจะรู้สึกแตกต่างอย่างไร มีคนอื่นในโลกที่เหมือนคุณ ซึ่งจะสนใจคุณ รู้สึกเช่นเดียวกับคุณ คุณจะสานสัมพันธ์กับเขาอย่างง่ายดาย และเข้าเขาแบบที่คนอื่นไม่สามารถทำได้

บัคมินสเตอร์ ฟูลเลอร์ กล่าวว่า

“อย่าลืมเป็นอันขาดว่าคุณเป็นหนึ่งเดียว อย่าลืมเป็นอันขาดว่าไม่มีความจำเป็นใด ในเอกลักษณ์เฉพาะของคุณ ที่คุณต้องมาอยู่ในโลกนี้ คุณคงไม่มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก อย่าลืมเป็นอันขาด ไม่ว่าความท้าทายและปัญหาในชีวิตจะดูเหนือบ่ากว่าแรงสักเพียงใด คนเดียวสร้างความแตกต่างในโลกนี้ได้ อันที่จริงแล้ว เป็นเพราะคนเดียวเสมอที่สร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้นในโลกนี้ ดังนั้นขอให้เป็นคนเดียวคนนั้น”

นี่จะเป็นจริงมากสักแค่ไหน ถ้าคุณทำงานเป็นทีม ร่วมกับพระเจ้าแห่งจักรวาล!

บางครั้งเรารู้สึกว่าถ้าเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “การงานยิ่งใหญ่” สิ่งที่เราทำก็น้อยค่า มีองค์กรมากมายทำหน้าที่ยอดเยี่ยม มอบคืนให้แก่สังคม ช่วยผู้คนปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น นำความช่วยเหลือทางปฏิบัติและทางวิญญาณไปให้มากมาย นั่นเป็นการงานที่ยิ่งใหญ่แน่นอน มีค่าสูงสุด และน่ายกย่องชมเชย

อย่างไรก็ตาม คำถามที่เราควรจะถามตัวเอง คือ พระองค์คาดหมายอะไรจากฉัน พระองค์ขออะไรจากฉัน และฉันทำตามนั้นหรือเปล่า

ความยิ่งใหญ่ คือ การทำสิ่งที่พระเจ้าขอให้ทำ ถ้าคือการมอบความรักให้แก่บุคคลหนึ่ง นั่นก็เป็นการงานยิ่งใหญ่ของคุณ ถ้าคือการพิชิตดวงวิญญาณมาสู่พระคริสต์ นั่นก็เป็นการงานยิ่งใหญ่ของคุณ ดังที่แม่อธิการเทเรซาผู้ล่วงลับไปแล้วกล่าวว่า “เราทำสิ่งยิ่งใหญ่ไม่ได้หรอก เราทำได้แต่สิ่งเล็กน้อย ด้วยความรักยิ่งใหญ่” การทำ “สิ่งยิ่งใหญ่” เพื่อพระเจ้า ไม่ได้วัดด้วยขนาดของโครงการเสมอไป หรือจำนวนคนหลายพันที่ได้รับผล ทว่าวัดจากความเชื่อฟังและความสัตย์ซื่อ ในการดำเนินชีวิตเพื่อทำตามความประสงค์ของพระองค์ และความรักยิ่งใหญ่ที่คุณทำตามขอคำของพระเจ้า

ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี หรือไม่รู้ว่าพระเจ้าต้องการให้คุณช่วยขยายอาณาจักรของพระองค์ หรือรับใช้ผู้อื่นอย่างไร ก็ขอแนวทางและการชี้นำจากพระองค์ ขอให้ฝากย่างก้าวและการตัดสินใจไว้กับพระองค์ โดยไว้วางใจว่าพระองค์จะชี้แนะและนำทางคุณ พระองค์มีแผนการที่จะได้ผลสำหรับคุณ ถ้าคุณเปิดใจให้พระองค์ อย่ากังวล พระองค์จะนำทาง

นอกจากนี้ คุณพิจารณาได้ว่าอาจถึงเวลาก้าวออกไปทำบางสิ่ง ทำสิ่งที่คุณทำได้ ลองดูสักสองสามอย่าง ถ้าคุณเริ่มทำบางสิ่ง คุณคงจะค้นพบว่าอะไรเหมาะกับคุณมากที่สุด คุณจะรู้สึกถึงแรงกระตุ้นในใจ จากการที่พระองค์ชี้นำคุณ พระองค์จะยืนยันว่าคุณอยู่ถูกที่ หรือไม่คุณก็จะเล็งเห็นว่า “ไม่ใช่สิ่งนี้” ดังคำกล่าวที่ว่า “ต้องออกเรือก่อนที่จะหันหางเสือได้”

ถ้าคุณมีงานยุ่ง เหมือนพวกเราส่วนใหญ่ เมื่อคุณสอดแทรกอะไรใหม่ๆ ไว้ในชีวิต คุณก็จะต้องแบ่งเวลาเล็กน้อยมาจากที่ไหนสักแห่ง การรับใช้ผู้อื่นจะมาแทนที่บางสิ่งในชีวิตคุณ นั่นคือส่วนหนึ่งในการปฏิเสธตัวเอง และรับกางเขนของคุณมาแบกไว้[9] นี่คือการรับใช้ เพราะคุณรับใช้ผู้อื่น คุณสละเวลาและพละกำลัง สิ่งที่มีค่าต้องเสียค่าแลกเปลี่ยน ทว่าเราเป็นสาวกผู้มีศรัทธาแรงกล้าต่อพระเจ้า มุ่งมั่นที่จะติดตามพระวิญญาณ ดำเนินชีวิตสาวกอย่างแข็งขัน และความรักของพระองค์พรั่งพรูผ่านเราไปสู่คนรอบข้าง ค่าแลกเปลี่ยนควบคู่มากับการปวารณาตน

ถ้าเราต้องการดำเนินชีวิตใน “พลังความเป็นหนึ่งเดียว” และยอมให้พระเจ้าใช้เราทำการงานของพระองค์ เราต้องลงมือดำเนินการจริงๆ และก้าวออกไปทำบางสิ่ง ย่างก้าวแรกเป็นหน้าที่ของเรา เราต้องลุกขึ้น เลิกผัดวันประกันพรุ่ง และย่างก้าวออกไป เมื่อเราทำเช่นนั้น พระเจ้าจะส่งผลให้ทวีคูณจากความพยายามของเรา

ผมขออ่านข้อความจากชายหญิงของพระเจ้า ผู้ซึ่งเข้าใจถึงพลังความเป็นหนึ่งเดียว

บิลลี่ เกรแฮม สรุปไว้ในประโยคเดียวว่า

“คนเดียวกับพระองค์เป็นเสียงข้างมาก”

เฮเลน เคลเลอร์ กล่าวว่า

“ฉันเป็นเพียงคนเดียว ถึงกระนั้นฉันก็เป็นหนึ่งเดียว ฉันไม่อาจทำทุกสิ่งได้ ทว่าฉันยังคงทำบางสิ่งได้ เนื่องจากฉันไม่สามารถทำทุกสิ่ง ฉันจะไม่ปฏิเสธที่จะทำบางสิ่งที่ฉันทำได้”

เป็นการง่ายที่จะรู้สึกโดดเดี่ยว เป็นธรรมดาที่จะรู้สึกประหม่า เมื่อย่างก้าวออกไป โดยหวังและอธิษฐานว่าพระเจ้าจะใช้คุณ คุณอาจขาดทุนทรัพย์ หรือพูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้ หรือรู้สึกว่าข้างหน้ายังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกมาก เมื่อนั้นแหละที่เราต้องมุ่งเน้นให้พลังของพระเจ้าช่วยเรา

ออสวัลด์ แชมเบอร์ส บ่งบอกถึงการที่เรากลัวว่าจะขาดสมรรถภาพ และไม่มีความสามารถมากพอ เมื่อเขากล่าวว่า

“เมื่อกล่าวถึงพระวิญญาณทรงพลังของพระเจ้า อย่าบอกว่า ‘ฉันทำไม่ได้’ เป็นอันขาด”

จอห์น เวสลีย์ กล่าวเตือนว่า

“ทำคุณความดีทุกอย่างที่ทำได้ ในทุกทางที่ทำได้ ต่อทุกดวงวิญญาณที่ทำได้ ในทุกแห่งที่ทำได้ ทุกเวลาที่ทำได้ ด้วยความกระตือรือร้นเต็มที่ นานตราบเท่าที่ทำได้”

ถ้าคุณรู้สึกว่ามีโอกาสเล็กน้อยในชีวิตวันนี้ที่จะรับใช้ บางทีคุณอาจอยู่ในช่วงเวลาการเตรียมตัว เหมือนกับการอยู่ในห้องทำงานของพระเจ้า ถ้าจะว่าไปแล้ว ขณะที่พระองค์เตรียมคุณด้วยเครื่องมือ คือความอดทน ขณะที่คุณแสดงความสัตย์ซื่อในสิ่งเล็กน้อยที่เป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิต ถ้าคุณรู้สึกว่าชีวิตคุณไม่มีช่องทางหรือมีช่องทางเล็กๆ ในงานรับใช้ที่ควรค่า ขอให้มีกำลังใจจากข้อคิดของ เอ บี ซิมพ์สัน “พระเจ้ากำลังเตรียมวีรบุรุษของพระองค์ เมื่อโอกาสมาถึง พระองค์ก็ให้รับตำแหน่งได้ทันที ชาวโลกจะฉงนใจว่าพวกเขามาจากไหน”

บางครั้งเราถูกล่อใจให้สิ้นหวัง โดยรู้สึกว่าไม่มีเวลามากพอที่จะบรรลุผล ตามที่เรารู้สึกว่าเป็นความประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตเรา บ่อยครั้งเราใจร้อน และต้องการไปให้ถึงเป้าหมายเร็วๆ ทว่าบ่อยครั้งพระเจ้าไม่รีบร้อน เราปลอบใจตัวเองได้จากการทราบว่า พระเจ้ามอบเวลาให้เรามากพอเสมอ ที่จะทำตามความประสงค์ของพระองค์

พระเจ้ามีบทบาทให้เราทุกคน ในการก่อร่างสร้างอาณาจักรของพระองค์บนโลก วิธีขยายอาณาจักรของพระเจ้า คือ เอื้อเฟื้อผู้อื่น และชวนเชิญเขามาร่วมชีวิตแสนวิเศษที่เราดำเนินอยู่นี้ ซึ่งประกอบด้วยความรัก และการไถ่บาป คุณไม่ต้องเป็นนักพูดต่อหน้ากลุ่มคน เพื่อมีส่วนร่วมในพันธกิจยิ่งใหญ่ คุณไม่ต้องมีเพื่อนและคนรู้จักหลายพันคน เพื่อแบ่งปันข่าวดี คุณไม่ต้องมีบุคลิกร่าเริงเบิกบาน นี่คือบทบาทของ “พลังความเป็นหนึ่งเดียว” คุณผู้เดียวเอื้อเฟื้อคนหนึ่ง ผูกมิตรกับคนหนึ่ง และแบ่งปันข่าวดีกับเขา พระเจ้ามอบหมายให้คุณมีส่วนร่วมในแผนการยิ่งใหญ่ของพระองค์ เพื่อเปลี่ยนโลกด้วยหัวใจทีละหนึ่งดวง นั่นคือสิ่งที่เราแต่ละคนมีส่วนร่วมได้ เมื่อเรานำ “พลังความเป็นหนึ่งเดียว” มาปรับใช้ คนอื่นจะได้รู้จักพระเยซู แล้ว “พลังความเป็นหนึ่งเดียว” ของเขา จะเข้าถึงผู้อื่นต่อไป

เมื่อคุณพบปะใครสักคน และสร้างความแตกต่างในชีวิตเขา โดยมอบของขวัญ คือความรอดให้แก่เขา นั่นเป็นสิ่งที่หาค่ามิได้ น้อยคนในโลกมีสิทธิพิเศษในการส่งผลต่อชีวิตผู้อื่นตลอดไป ทว่าเรามีสิทธิพิเศษเช่นนั้น เพราะเรามีพระเยซู เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราตั้งใจเป็นพยาน และนำผู้คนมาหาพระองค์ เป็นสิทธิพิเศษจริงๆ ช่างน่าซาบซึ้งใจยิ่งนัก

ดังที่ เฮนรี่ โธรู กล่าวว่า

“เมื่อถึงเวลาสิ้นใจ อย่าค้นพบว่าเราไม่เคยใช้ชีวิตให้มีคุณค่า”

ขอให้เรา “ใช้ชีวิตมีคุณค่า” จริงๆ และเพิ่มความมีประโยชน์ ตามที่พระเจ้ามอบ โดย

  • ฝึกฝนความสามารถพิเศษและพรสวรรค์ ส่องแสงเจิดจ้า
  • ตั้งใจเป็นพยาน
  • ขอรับความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อใช้ “พลังความเป็นหนึ่งเดียว” อย่างเต็มที่

ขอให้เราเป็นทุกสิ่งตามที่พระเจ้าสร้างเราขึ้นมา! อาเมนไหม


[1] 1 โครินธ์ 1:26-29

[2] 1 ซามูเอล 14:6ข

[3] โรม 8:31

[4] ยอห์น 15:16

[5] ฟิลิปปี 4:13

[6] มาระโก 10:27

[7] 2 โครินธ์ 5:17

[8] 1 โครินธ์ 12:7-11

[9] ลูกา 9:23